ภาพเหล่านี้ได้จากการฟอร์เวิร์ดเมล์เพื่อนของผมเองครับไม่รู้ว่าเคยเห็นกันบ้างหรือยัง หากเคยแล้วต้องขออภัยด้วยนะครับ ภาพทั้งหมดมิได้ตั้งหวังหากำไรหรือรายได้จากภาพเหล่านี้ครับผม
วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
7 ท่าเพิ่มพลังใจ ออกกำลังกายเพิ่มพลังใจ
7 ท่าเพิ่มพลังหัวใจ
Tips
ท่าเหล่านี้นอกจะช่วยหัวใจคุณแข็งแรงแล้วยังมีประโยชน์ต่อไหล่ หลัง และขาด้วย
การยืด งอ ข้อและกล้ามเนื้อต่างๆ เช่น ไทเก็ก จีกง โยคะ เป็นการออกกำลังที่เหมาะกับผู้สูงอายุ
การเดินขึ้นลงบันไดโดยไม่ใช้ลิฟต์จะช่วยให้ร่างกายและหัวใจของคุณแข็งแรงขึ้น
อ้างอิง
คอลัมน์ Health นิตยสาร Health & Cuisine ปีที่ : 8 ฉบับที่ : 92 เดือน : กันยายน 2551
ภาพทั้งหมดจาก
http://www.mkrestaurant.com/healthcare/health_detail.php?id=121
ด้วยสภาวะแวดล้อมที่ตึงเครียดมากขึ้น การออกกำลังกายน้อยลง ทำให้โรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในอันดับต้นๆ ของคนไทย วิธีป้องกันที่ง่ายที่สุดคือการออกกำลังแบบต่อเนื่อง (ออกกำลังกายให้รู้สึกเหนื่อยแต่ยังพูดคุยได้) นอกจากการวิ่ง ว่ายน้ำ และขี่จักรยานแล้ว การบริหารกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายยังเป็นหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้หัวใจคุณแข็งแรงขึ้น แถมยังช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ถึงร้อยละ10 ไขมันลดลง และกล้ามเนื้อกระชับ
ก่อนออกกำลังกายควรยืดหยุ่นร่างกายประมาณ 5-10 นาที และออกกำลังครั้งละ 30 นาทีเป็นอย่าง น้อย ทำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง จะเป็นการออกกำลังกายที่มีผลดีต่อหัวใจคุณมากที่สุด
1. ท่านั่งพิงกำแพง ยืนเอนหลังพิงกำแพง โดยให้เท้าทั้งสองข้างห่างจากกำแพงพอประมาณ ค่อยๆ ย่อตัวลงช้าๆ เหมือนกำลังจะนั่งลงบนเก้าอี้ จนหัวเข่าทำมุมตั้งฉากและขยับเท้าให้พอดีเพื่อไม่ให้หัวเข่ายื่นเลยนิ้วเท้า หลังตรงพิงกำแพงค้างไว้ 20-30วินาที
2. ท่ายกขาด้านนอก ใช้เบาะหรือผ้าปูพื้นเพื่อกันลื่น จากนั้นนอนตะแคงด้านซ้าย ใช้มือซ้ายรองศีรษะไว้ วางมือขวายันพื้นด้านหน้าเพื่อการทรงตัว เกร็งกล้ามเนื้อท้องจากนั้นยกขาขวาขึ้น 45 องศาแล้ววางลง พยายามให้สะโพกด้านบนและล่างเป็นแนวเดียวกัน อย่าให้ตัวเอนขณะยกขา ทำ 8-12 ครั้ง หรือเท่าที่ทำได้ ทำสลับอีกข้าง
3. ท่ายกขาด้านใน นอนตะแคงซ้ายเช่นเดียวกับท่าที่ 2 จากนั้นเหยียดขาซ้ายให้ตรง ไขว้ขาขวามาด้านหน้าขาซ้าย จากนั้นใช้มือขวาจับข้อเท้าขวาไว้ เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องแล้วยกขาซ้ายขึ้นประมาณ30-45 องศา หรือเท่าที่ทำได้แล้ววางลง ทำอย่างช้าๆ จำนวน 8-12 ครั้ง ทำสลับอีกข้าง
4. ท่าวิดพื้นประยุกต์ เริ่มจากนอนคว่ำ วางมือทั้งสองข้างลำตัว บริเวณหน้าอกให้กว้างกว่าไหล่เล็กน้อย ยกปลายเท้าทั้งสองข้างขึ้นโดยให้หัวเข่าทั้งสองข้างแตะพื้น หายใจเข้าลึกๆ จากนั้นหายใจออกค่อยๆเหยียดแขนขึ้นเพื่อยกลำตัว หายใจเข้าลดลำตัวลงให้ขนานกับพื้น พยายามให้หลังตรงขณะทำท่า หากไม่ถนัดสามารถวางปลายเท้าลงกับพื้นได้ ทำ 5-12 ครั้ง ท่านี้ผู้มีปัญหาเกี่ยวกับหลังควรปรึกษาแพทย์
5. ท่ายืดสะโพก เริ่มจากคุกเข่า วางข้อศอกกับพื้นให้แขนตั้งฉาก จากนั้นยกขาขวาขึ้นช้าๆ งอเข่าทำมุม 90 องศาโดยหงายฝ่าเท้าขึ้นไปทางเพดาน แล้วค่อยๆ ลดขาลงกลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำข้างละ 8-12 ครั้ง
6. ท่าเกร็งหน้าท้อง นอนหงาย มือทั้งสองข้างประสานไว้ใต้ศีรษะ จากนั้นค่อยๆยกขาและสะโพกขึ้น แล้วงอเข่าให้ตั้งฉากกับพื้นค้างไว้ ยกศีรษะหน้าอกและไหล่ขึ้นช้าๆ พยายามให้ต้นขาตรงไม่เอนไปมา จากนั้นค่อยๆ วางศีรษะและขาลงกลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำ8-12 ครั้ง
7. ท่าซูเปอร์แมน นอนคว่ำยืดแขนทั้งสองข้างไปด้านหน้า สะโพกราบกับพื้น จากนั้นเกร็งหน้าท้องยกแขนขวาและขาซ้ายขึ้นพร้อมๆกันลดลง แล้วยกแขนซ้ายและขาขวาขึ้น วางลงทำสลับกันไปมา 8-12 ครั้ง จากนั้นหยุดพักเพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลายร่างกายอีก 5 - 10 นาที
Tips
ท่าเหล่านี้นอกจะช่วยหัวใจคุณแข็งแรงแล้วยังมีประโยชน์ต่อไหล่ หลัง และขาด้วย
การยืด งอ ข้อและกล้ามเนื้อต่างๆ เช่น ไทเก็ก จีกง โยคะ เป็นการออกกำลังที่เหมาะกับผู้สูงอายุ
การเดินขึ้นลงบันไดโดยไม่ใช้ลิฟต์จะช่วยให้ร่างกายและหัวใจของคุณแข็งแรงขึ้น
อ้างอิง
คอลัมน์ Health นิตยสาร Health & Cuisine ปีที่ : 8 ฉบับที่ : 92 เดือน : กันยายน 2551
ภาพทั้งหมดจาก
http://www.mkrestaurant.com/healthcare/health_detail.php?id=121
ปรัชญาดีๆ ที่มีให้แก่กัน จากเว็บ Naitam.com
ปรัชญาดีๆ ไม่ได้มีไว้อวดอ้าง แต่มีไว้เพื่อเตือนใจและลงมือทำจึงจะเกิดผล
1. อย่าขับรถเร็วเกินที่เทวดาประจำตัวของคุณบินทันเป็นอันขาด
2. การแก้แค้นไม่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นเหมือนกับดื่มน้ำทะเลเวลาหิวน้ำนั่นแหละ
3. ความหมายของความสุขขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณอยากให้มันเป็น
4. อย่ากลัวความฝันของคุณ: มันง่ายกว่าที่คิด
5. นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ทุกๆ 4 คนจะมีคนหนึ่งที่สติเพี้ยน ๆ ลองเช็คเพื่อนคุณสัก 3 คนสิ ถ้าทุกคนปกติดีก็คุณน่ะแหละ
6. แบ่งปันรอยยิ้มของคุณให้กับทุกคน แต่ให้เก็บจุมพิตให้กับคนเพียงคนเดียว
7. น้ำตาจะให้คุณก็แค่ความเห็นอกเห็นใจ แต่เหงื่อจะทำให้คุณประสบความสำเร็จ
8. สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตนี้ไม่ใช่วัตถุ
9. การออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับจิตใจคือการก้มลงแล้วช่วยคนอื่นให้ลุกขึ้น
10. คนๆหนึ่งอาจทำอะไรผิดพลาดได้หลายอย่าง แต่มันจะกลายเป็นความพ่ายแพ้ไปจริงๆ เมื่อเขาเริ่มโยนความผิดไปให้คนอื่น
11. เรารู้สึกดีที่มีความสำคัญ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือเป็นคนดี
12. มีแต่ปลาตายที่ลอยตามน้ำ
13. คุณค่าของคนๆ หนี่งบอกได้จากวิธีที่เขาปฏิบัติต่อคนที่เขาไม่ต้องการ
14. เงยหน้าขึ้นรับแสงตะวัน แล้วคุณจะไม่มีวันพบกับเงามืด
15. คนอ่อนแอเท่านั้นที่ให้อภัยใครไม่เป็นการให้อภัยเป็นคุณสมบัติของผู้ เข้มแข็ง
16. ในโลกนี้ไม่มีคนแปลกหน้าสำหรับเรา มีแต่เพื่อนที่เรายังไม่ได้พบเท่านั้น
17. เมื่อคุณพูดความจริง คุณไม่จำเป็นต้องไปนั่งจำอะไรทั้งนั้น
18. เด็กๆ ต้องการความรักมากที่สุดเมื่อพวกเขาทำตัวไม่น่ารัก
19. คำว่า listen (ฟัง) นั้นใช้ตัวอักษรชุดเดียวกับคำว่า silent (เงียบ)
ขอขอบพระคุณข้อมูลดีๆ จาก
ที่มาของข้อมูล
ภาพอ้างอิงจาก บล็อกของมหาธีร์ธุลีธรรม
ตามดูจิต ตามรู้ความคิด โดยหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
การตามรู้จิต ตามรู้ความคิด
ครั้งหนึ่งที่ผมเองได้เกิดอุบัติเหตุทางความรักต้องทุกข์ทรมานจนอยากจะตาย จนมาได้ฟังเทปของหลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมทย์โช แห่งสวนสันติธรรม จ.ชลบุรี ด้วยความบังเอิญหรือไม่ทราบได้ ทำให้ได้รอดตายกลายเป็นผู้อยู่ในความปกติมากขึ้น และได้รู้จักหนังสือการทำกรรมฐานของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ซึ่งน่าสนใจและปฏิบัติได้จริง เห็นว่าเป็นประโยชน์จึงขอนำมาเสนอให้ทุกท่านได้รับประโยชน์ ทั้งนี้บทความ ภาพที่ประกอบในนี้อ้างอิงจากวิชาการดอทคอม
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๑
ถ้าหากเราไม่สามารถจะควบคุมจิตของเราอยู่ในอารมณ์ภาวนา หรือในแนวทางแห่งสภาวธรรมที่เรายกขึ้นมาพิจารณา ไม่สามารถที่จะให้อยู่ในเรื่องในราวที่เราต้องการนั้นได้ เราก็ปล่อยให้จิตมันปลงไปตามยถากรรม แต่เราต้องกำหนดสติพิจารณาตามรู้ตามเห็นความคิดของตนเอง
ท่านนักปฏิบัติธรรมผู้เจริญทุกท่าน
เมื่อวานนี้ได้กล่าวถึงในหลักการนั่งสมาธิเกี่ยวกับการบริกรรมภาวนาพุทโธ การบริกรรมภาวนานั้น เป็นการปฏิบัติสมาธิขั้นสมถะอารมณ์ของสมถกรรมฐานมี ๔๐ ประการ มีพุทธานุสสติปรากฏอยู่ด้วยข้อหนึ่ง ดังนั้น การภาวนาบริกรรมพุทโธอันเป็นพุทธานุสสติจึงจัดอยู่ในขั้นสมถกรรมฐาน ซึ่งเรียกว่าบริกรรมภาวนา ซึ่งท่านทั้งหลายก็เคยได้ยินได้ฟังและได้เคยศึกษามาแล้วว่ากรรมฐานอันใดเกี่ยวเนื่องด้วยบริกรรม กรรมฐานนั้นชื่อว่า สมถกรรมฐาน นอกจากเราจะมาบริกรรมภาวนาพุทโธแล้ว เราจะใช้คำใดคำหนึ่งมาบริกรรมภาวนาก็ได้ทั้งนั้น เช่น จะใช้คำว่า ธัมโม สังโฆ หรือ อิติปิโส ภควา เป็นต้น คำใดคำหนึ่งสุดแท้แต่ใจชอบ ความมุ่งหมายของการบริกรรมภาวนาก็เพื่อให้จิตสงบเป็นสมาธิตามลำดับ ตั้งแต่ขั้นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ ซึ่งจัดอยู่ในระดับฌาน นี้คือความมุ่งหมายของสมถภาวนา
ทีนี้ ผลที่จะพึงเกิดขึ้นจากการภาวนาเพื่อให้จิตเป็นสมถกรรมฐาน เป็นสมาธิ ก็เพื่อกำจัดนิวรณ์ ๕ ประการ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคขัดขวางคุณงามความดีไม่ให้เกิดขึ้น ท่านทั้งหลายก็ทราบอยู่แล้ว
ทีนี้ มีปัญหาว่า ถ้าหากว่าเรามาบริกรรมภาวนา จิตมันไม่สงบเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ ทำอย่างไรๆ ก็ไม่สงบ ถ้าหากว่านักปฏิบัติภาวนาทำจิตให้เข้าสู่ระดับอัปปนาสมาธิไม่ได้ ก็เป็นอันว่าชาตินี้ทั้งชาติเราก็ต้องตายเปล่า เพราะการภาวนาไม่ได้ผล เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจะทำอย่างไร ท่านเคยได้ยินมิใช่หรือว่า มีพระอรหันต์จำพวกหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า “สุขวิปัสสโก” (ผู้เจริญวิปัสสนาล้วน) ในเมื่อเราบริกรรมภาวนาจิตไม่เป็นอัปปนาสมาธิ เราก็ใช้อุบายวิธีอย่างอื่น เป็นต้นว่า เราจะพิจารณาอารมณ์กรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่โดยภาวนาอสุภกรรมฐาน หรือภาวนาธาตุววัฏฐาน หรือจะภาวนาวิปัสสนากรรมฐานเสียเลยทีเดียว เช่น ยกเอารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมาพิจารณาน้อมเข้าไปสู่พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วยหัวคิดและสติปัญญาที่เราเรียน เราทรงจำมา คือ ใช้ความคิดอย่างที่เรารู้ตามแบบตามแผนที่จำมาด้วยสัญญา คิดเอา ปรุงเอา แต่งเอา ว่ารูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ก็ว่าเอาเอง พร้อมๆ กับน้อมใจเชื่อลงไปว่า รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาไปจริงๆ แต่ในขณะที่เราพิจารณาอยู่นั้น บางทีจิตอาจจะสงบลงเป็นสมาธิเพราะการค้นคิดในเหตุผล ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อันเป็นภาคปฏิบัติ ก็เป็นอุบายที่จะทำให้จิตสงบเป็นสมาธิได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าหากเราภาวนาให้จิตเป็นอัปปนาสมาธิไม่ได้ ก็ยกเอาสภาวธรรมขึ้นมาพิจารณาโดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ภาษาคัมภีร์เรียกว่า พิจารณาพระไตรลักษณ์ คือน้อมใจไปว่า รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จนครบขันธ์ทั้งห้านั้นแหละ ตั้งแต่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยนึกคิดเอา คือจนกระทั่งจิตมันชำนาญจนเชื่อมั่นลงไปว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นการปลูกศรัทธา ความเชื่อมั่นในตัวเอง และเชื่อมั่นในคุณธรรม เราจะได้เกิดความปลื้มปีติ ความเบิกบานสำราญใจ ในธรรมะที่เราพิจารณานั้น แล้วก็จะมี สติ มี วิริยะ มี สมาธิ แล้วก็มี ปัญญา เป็นลำดับๆ ไป เป็นอุบายสำหรับสร้างให้จิตเกิดพละ คือจิตเกิดศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา อันนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องฝึกฝนอบรมให้เกิดมีขึ้นด้วยพิจารณาสภาวธรรม อีกนัยหนึ่ง ถ้าเราจะมาอาศัยลำพังเพียงบริกรรมภาวนาให้จิตสงบเป็นสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิ ไม่มีการก้าวไปข้างหน้า ไม่มาข้างหลัง จิตก็ไม่มีความรู้ความเห็นอะไรเกิดขึ้น ทำทีไรก็ได้แต่ปีติ สุข เอกัคคตา ปีติ สุข เอกัคคตา อยู่อย่างนั้น ถ้าจิตมันติดอยู่แต่เพียงเท่านี้ก็เรียกว่า จิตมันติดความสุขอยู่ในขั้นสมาธิ มันก็ได้เพียงแค่ขั้นสมถะเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ผู้ที่ฝึกฝนจิตของตนเองอยู่ในขั้นอัปปนาสมาธิจนชำนิชำนาญแล้ว ถ้าจิตไม่ปฏิวัติตัวเองไปสู่ภูมิวิปัสสนา ก็พิจารณาเอาด้วยปัญญาความคิดสดๆ ร้อนๆ เพื่อเป็นแนวทางให้จิตเกิดความรู้ความเข้าใจในสภาวธรรม เมื่อจิตมีความรู้ความเข้าใจเชื่อมั่นในความเป็นของสภาวธรรมว่า มีความเป็นเช่นนั้นจริง แล้วมันจะเกิดศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ขึ้นเป็นคุณธรรมของจิตและอีกอย่างหนึ่ง การบริกรรมภาวนาก็ดี หรือการพิจารณาสภาวธรรมก็ดี ทำเท่าไร ภาวนาเท่าไร จิตไม่สงบ ได้แต่ความฟุ้งซ่านรำคาญ มีแต่ส่งกระแสไปในทางอื่น ถ้าหากเราไม่สามารถจะควบคุมจิตของเราอยู่ในอารมณ์ภาวนา หรือในแนวทางแห่งสภาวธรรมที่เรายกขึ้นมาพิจารณา ไม่สามารถที่จะให้อยู่ในเรื่องในราวที่เราต้องการนั้นได้ เราก็ปล่อยให้จิตมันปลงไปตามยถากรรม แต่เราต้องกำหนดสติพิจารณาตามรู้ตามเห็นความคิดของตนเอง อย่าละ พร้อมๆ กันนั้นก็เอาพระไตรลักษณ์ตามจี้มันไปเรื่อย คือจี้ว่าอย่างไร จี้ว่าความคิดนี้มันก็ไม่เที่ยงมันเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไป มันก็มีแต่เกิดแต่ดับ สภาวธรรมทั้งหลายในโลกนี้ ทั้งในกายในใจ ทั้งนอกกายนอกใจ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ชื่อว่าเป็นสภาวธรรมนั้น มันต้องตกอยู่ในลักษณะทั้ง ๓ ค อนิจจตา ทุกขตา อนัตตา ด้วยกันทั้งนั้น จุดรวมใหญ่ของมันอยู่ที่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง ทุกขตา ความเป็นทุกข์ อนัตตตา ความไม่เป็นตัวไม่เป็นตน เอาความคิดอันนี้ตามรู้ความคิดความเห็นของตน ตามจี้ไปเรื่อย แต่อันนี้ต้องใช้ความพากเพียรพยายามอดทนหน่อย เพราะความฟุ้งซ่านรำคาญของจิตนั้น ล้วนแต่จะทำให้เกิดความเดือดร้อน ทำให้จิตมันฟุ้งเรื่อยไป แต่เราก็ต้องอาศัยขันติ คือ ความอดทน ตั้งสติสัมปชัญญะ กำหนดตามรู้ตามเห็นไปเรื่อยๆ ในเมื่อจิตมันไปจนถึงที่สุดแล้ว มันก็หยุดของมันเอง มันหยุดอยู่ที่ไหนก็กำหนดรู้อยู่ที่นั้น อย่าใช้ความคิดต่อไปอีก จนกว่าจิตนั้นมันจะเคลื่อนที่ของมันไปเอง แล้วเราก็ตามรู้ตามเห็นไปเรื่อย อันนี้เป็นวิธีการอันหนึ่งซึ่งเป็นการปฏิบัติอนุวัติตามจริตและนิสัย ของนักปฏิบัติซึ่งอาจจะไม่ตรงกัน
การที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงวางหลักกรรมฐานไว้ถึง ๔๐ ประการ ก็เพราะทรงเห็นว่าคนเกิดมาบนโลกนี้มันต่างจิตต่างใจต่างอุปนิสัยวาสนาบารมี บางคนก็มีจิตใจอุปนิสัยชอบอย่างหนึ่ง อีกคนหนึ่งก็ชอบอย่างหนึ่ง ไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้น คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีมากมายก่ายกอง ยกตัวอย่างเช่น พระจุลปันถก ใครจะสอนท่านก็ไม่ได้ มีแต่พระพุทธเจ้าพระองค์เดียว ใครจะสอนให้ท่านเรียนคาถาเพียงบาทเดียว ท่านก็จำไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าสอนว่า รโชหรณํ รชํ หรติ มอบผ้าขาวให้ผืนเดียว ท่านก็บริกรรมภาวนาอยู่ จิตก็ปลงตกลงไปว่า ผ้านี้เดิมมันก็เป็นของขาวสะอาดแต่มาถูกด้วยเหงื่อไคลของตัวเราเอง ก็เกิดเป็นของสกปรกไปได้ นี้มันก็เป็นลักษณะเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง เป็นอนัตตาทั้งนั้น เสร็จแล้วก็ปลงจิตลงสู่สภาวะความเป็นพระอรหันต์ สำเร็จพระอรหันต์ แล้วก็สามารถสำเร็จปฏิสัมภิทา สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ได้หลายอย่างตามพุทธประวัติที่กล่าวไว้ ท่านทั้งหลายก็คงทราบอยู่แล้ว การกล่าวธรรมะเป็นคติเตือนใจสำหรับบรรดาท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายในวันนี้ก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา จึงขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้…
ขอขอบพระคุณข้อมูลดีๆ จาก
ที่มาของข้อมูล
หวานเย็น (Popsicle) หวานชื่น รื่นรมย์
หวานเย็นเป็นของหวานชนิดหนึ่งที่ถูกใจใครหลายๆ คน แต่รู้กันหรือไม่ว่าหวานเย็นนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
ขอขอบพระคุณข้อมูลดีๆ จาก
วิชาการดอทคอมและบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ จำกัด
ที่มาของข้อมูล http://www.vcharkarn.com/varticle/40209
หารู้ไม่ว่าหวานเย็นนั้นเกิดได้เพราะใคร ไอเดียมาจากไหน อยากรู้ตามมาเลยครับ บทความนี้ได้มาจากวิชาการดอทคอมนะครับ น่าสนใจดีเลยนำมาให้ได้อ่านกันครับ
วันหนึ่งในช่วงฤดูหนาว ปี ค.ศ. 1905 เด็กชายแฟรงก์ เอ็พเพอร์สัน (Frank Epperson) อายุ 11 ปี ได้ผสมโซดาป๊อปกับน้ำทำกินเล่น ด้วยความบังเอิญ เขาลืมส่วนผสมโซดาป๊อบกับไม้คนทิ้งไว้ที่ระเบียงหลังบ้านทั้งคืน รุ่งเช้าแฟรงก์พบส่วนผสมโซดาป๊อบกลายเป็นแท่งน้ำแข็งที่มีไม้เสียบไปเสียแล้ว เขาดึงแท่งไม้ที่มีแท่งน้ำแข็งแสนอร่อยหุ้มอยู่ออกมาจากภาชนะ แฟรงก์รู้ว่าตนเองได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่น่าตื้นเต้นและเข้าท่าเสียแล้ว โดยความบังเอิญแท้ๆ
แฟรงก์เรียกเจ้าสิ่งนี้ในครั้งแรกว่า “เอ็พเพอร์สัน ไอซิเคิล” (Epperson Icicle) ต่อมาเขาเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ว่า “เอ็พซิเคิล” (Epperson) แต่นั้นมาในฤดูร้อน เขาจะทำเจ้าเอ็พซิเคิลในกล่องน้ำแข็งที่บ้าน เป็นแท่งหวานเย็นออกขายให้กับเพื่อนบ้านในละแวกนั้นราคาแท่งละ 5 เซนต์ เป็นที่ถูกอกถูกใจชาวบ้านร้านถิ่น แฟรงก์เรียกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่นี้อีกครั้งว่า “ป๊อปซิเคิล” (popsicle) เพราะมันทำมาจากโซดาป๊อปและแล้วเจ้าหวานเย็นนี้ก็ได้แพร่ไปทั่วโลก แม้แต่ในเมืองไทยก็นิยมกินกันมาก ตั้งแต่ 40 ปีที่แล้วเป็นต้นมา
ขอขอบพระคุณข้อมูลดีๆ จาก
วิชาการดอทคอมและบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ จำกัด
ที่มาของข้อมูล http://www.vcharkarn.com/varticle/40209
เต้าเจี้ยว-เต้าหู้ยี้ กินดี มีประโยชน์
ประโยชน์ของเต้าเจี้ยว - เต้าหู้ยี้
เต้าเจี้ยวกับเต้าหู้ยี้ คือถั่วเหลืองหมักทั้งคู่ โดยเต้า เจี้ยวมักจะผลิตคู่กับซีอิ๊ว ส่วนผสมคือ ถั่วเหลืองเป็นหลัก มีแป้ง เชื้อรา น้ำเกลือ และเครื่องปรุงรสต่างๆ ผสมให้เข้ากันนำไปบรรจุในโอ่งปิดฝาแล้วตากแดด ปล่อยให้เกิดปฏิกิริยาการหมักเป็นเวลาประมาณ 3-6 เดือน
เมื่อครบกำหนด หากทำซีอิ๊ว ก็จะดูดส่วนที่เป็นของเหลวสีน้ำตาลปนแดงออกมา นำไปผ่านการฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 65-88 องศาเซลเซียส จากนั้นกรองเอาตะกอนถั่วออก แล้วบรรจุขวด แต่หากผลิตเต้าเจี้ยวโดยไม่เอาน้ำซีอิ๊วก็จะได้เต้าเจี้ยวที่มีราคาค่อนข้าง สูงมาก
เต้าเจี้ยว ในท้องตลาดมี 2 ชนิด คือ เต้าเจี้ยวเม็ดและเต้าเจี้ยวบด โดยเต้าเจี้ยวเม็ดทำจากถั่วเหลืองที่แกะเปลือกแล้ว และปริมาณถั่วจะน้อยกว่าน้ำ ส่วนเต้าเจี้ยวบด ทำจากถั่วเหลืองที่แกะเปลือกออกหรือไม่ก็ได้ แต่ในการหมักจะต้องใส่น้ำและถั่วเหลืองให้มีปริมาณใกล้เคียงกัน
สำหรับเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น หรือ มิโสะ แตกต่างจากเต้าเจี้ยวจีนตรงสีข้นดำ เนื้อถั่วบดละเอียด รสและกลิ่นแรงกว่า เพราะใช้เวลาหมักนานเป็นปี นิยมใช้เป็นเครื่องปรุงพื้นฐานของอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ เครื่องจิ้มต่างๆ รวมทั้งซุปทุกชนิด คล้ายกะปิ และปลาร้าในอาหารไทยของเรา
โดยทั่วไปเรานิยมนำเต้าเจี้ยวมาปรุงรสชาติอาหารต่างๆ เช่น ผัดผัก แป๊ะซะ เพราะนอกจากจะได้รสชาติดีแล้ว ยังเพิ่มโปรตีนในอาหารด้วย
นอกจากนี้มีการนำเต้าเจี้ยวไปทำเป็นเครื่องจิ้มที่เรียกว่า หลน เช่น หลนเต้าเจี้ยว หรือ น้ำจิ้มข้าวมันไก่ เป็นต้น
ส่วนเต้าหู้ยี้ นิยมใช้ปรุงผัดผัก สุกี้ยากี้ เป็นเครื่องจิ้ม และกินกับข้าวต้ม ที่ขายกันอยู่ในท้องตลาดมี 2 ชนิด คือ สีเหลืองและสีแดง โดยผู้ผลิตอาจเติมสารที่ให้กลิ่น สี และรสชาติเฉพาะตัวลงไป
การผลิตเริ่มจากนำถั่วเหลืองมาทำเป็นเต้าหู้แข็งแล้วตัดเต้าหู้ให้เป็นก้อน นำไปแช่ในน้ำเกลือผสมกรดมะนาว 1 คืน รุ่งขึ้นนำไปฆ่าเชื้อโดยอบในตู้อบที่ 100 องศา นาน 10-15 นาที ทิ้งไว้ให้เย็นที่อุณหภูมิห้อง แล้วเรียงในถาด ใส่เชื้อรา บ่มให้เจริญเติบโต 3-7 วัน ชิ้นเต้าหู้จะมีเส้นใยของเชื้อราขึ้นโดยรอบ นำไปหมักในน้ำเกลือโดยเรียงเต้าหู้ในถังหมักเป็นชั้นๆ ใส่น้ำเกลือ และเครื่องเทศอื่นๆ เช่น พริกแดง ขิง ผงพะโล้ หรือเติมข้าวแดงเพื่อทำให้เป็นเต้าหู้ยี้ชนิดสีแดง ปิดฝาหมักไว้เป็นระยะเวลาเดือนครึ่งที่อุณหภูมิห้อง เมื่อครบกำหนดเวลาจะได้เต้าหู้ยี้ตามต้องการ
เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ ต่างก็ได้จากถั่วเหลืองหมัก จึงอุดมด้วยโปรตีน และเกลือแร่ เหล็ก และโพแทสเซียม ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูก มีธาตุเหล็กช่วยบำรุงโลหิต และมีวิตามินเอ บี1 บี2 ดี อี เค และไนอะซีนขอขอบพระคุณข้อมูลดีๆ จากวิชาการดอทคอม
ที่มาของบทความ วิชาการดอทคอม http://www.vcharkarn.com/varticle/40325
วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553
ความรักคือความสมบูรณ์แบบ...ไหน
ความรักคือความสมบูรณ์แบบ . . . ไหน
หลังจากพบเจอกับความรักมาหลายครั้ง แต่ละครั้งทุ่มเทให้อย่างสุดกำลัง ไม่เคยออมชอมกับการที่จะแสดงความรัก แต่แล้วทุกอย่างก็จบลงอย่างไม่เหลือใยดี เป็นเพราะอะไรนะหรือ ก็พบคำตอบหลายอย่างทั้งอธิบายได้จากสิ่งที่เห็นและสิ่งมองไม่เห็น สิ่งที่มองเห็นจะเห็นได้ชัดๆ คือ การแสดงความรักมากจนเกินพอดีกับคนที่เราคบอยู่ก็เป็นอันตรายต่อการใช้ชีวิตคู่ได้เหมือนกัน การแสดงความรักบางครั้งก็ไม่ใช่การเอาใจและการห่วงใยจนมากเกินไป นี่คือบางเหตุผลที่มองเห็นได้ ส่วนการมองไม่เห็นอาจจะอธิบายของส่วนของกรรม หากเป็นศาสนาอื่นๆ ที่ไม่ได้เชื่อเรื่องกรรม ก็แล้วแต่ แต่ในแง่ที่มองและศึกษามา คือ เรื่องของพรหมลิขิต หรือวาสนาสมพงษ์นั่นแหละครับ ซึ่งมันเกิดจากการกระทำในอดีตที่นานมากๆ สะสมกันมา จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็แล้วแต่ การมีชีวิตคู่ใช่ว่าจะมีความรักกันซะทุกคู่ ดังนั้น "ความรัก คือ ความสมบูรณ์แบบ" จริงหรือ ถ้าสมบูรณ์แบบ สมบูรณ์แบบไหนกัน ทำไมมีความซับซ้อนมานัก หลายอย่างที่แสดงให้เห็นอยู่ก็ตอบได้ชัดๆ อยู่แล้วว่าความรัก คือ ความไม่แน่น ไม่มีความสมบูรณ์แบบแต่อย่างใดเลย ความรัก มักตามมาด้วยคำว่า "ใคร่" หลายท่านอาจจะคุ้นกับคำว่า "รักใคร่"
ส่วนคำว่า "เมตตา" ไม่เคยตามด้วยคำว่า "ใคร่" เลย มีแต่ตามด้วยคำว่า กรุณาแทน (ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์) น่าจะเป็นคำนี้มากกว่าที่จะทำให้เกิดความสมบูรณ์แบบในความรัก หากทุกคู่หันมารักกันแบบ "รักกัน ฉันเมตตา" โลกนี้จะน่าอยู่มากยิ่งขึ้น และที่สำคัญ ไม่คำนึงถึงเรื่องเพศด้วยครับ ขอให้มีความสุขกับความรักกันทุกคนครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






























